บทที่ 2 ราชโองการที่ทำให้ใจสั่น
ตอนที่ 2 ราชโองการที่ทำให้ใจสั่น
หลายวันต่อมา...
เสียงล้อรถม้าหยุดลงเบื้องหน้าจวนกั๋วกงอย่างสง่างาม บรรยากาศอันเงียบสงบในยามสายพลันแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดเมื่อเหล่าบ่าวในจวนต่างรีบก้มศีรษะคุกเข่ารับผู้มาเยือน
ขันทีหลวงก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสุขุม มือหนึ่งถือม้วนราชโองการสีเหลืองทองปักลายมังกรห้ากรงเล็บอย่างระมัดระวัง สีหน้าของเขาเรียบนิ่งจนยากจะคาดเดาอารมณ์ ก่อนจะเดินนำข้าหลวงอีกสองคนเข้าสู่โถงใหญ่ของจวน
"ราชโองการจากฝ่าบาท!"
เสียงประกาศดังชัดกังวานไปทั่วจวน
เจินกั๋วกง เจินจิ่นเหยา เจินหลิงเยว่ และเจินอิ่งหลัว ต่างรีบออกมาต้อนรับโดยพร้อมเพรียง บ่าวรับใช้พากันคุกเข่าจนเต็มลาน ทุกคนต่างก้มศีรษะไม่กล้าเงยหน้าขึ้น
เจินกั๋วกงประสานมือคารวะ ก่อนคุกเข่าลง
"กระหม่อมและบุตรสาวทั้งสาม น้อมรับราชโองการ"
ขันทีคลี่ม้วนผ้าไหมสีทองออกอย่างช้า ๆ แล้วเริ่มอ่านด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด
"รับสั่งจากองค์ฮ่องเต้... เจินจิ่นเหยา บุตรีคนโตแห่งจวนเจินกั๋วกง เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม งดงาม วาจาเรียบร้อย อ่อนหวาน สมควรเป็นแบบอย่างแห่งสตรีผู้สูงศักดิ์ บัดนี้เห็นสมควรพระราชทานสมรสเป็นชายาเอกเฉิงรุ่ยเหิงผู้เป็นองค์ชายรอง ให้ประกอบพิธีอภิเษกภายในสามเดือนนับจากวันนี้... จบราชโองการ"
ทั่วทั้งลานเงียบกริบ หัวใจของเจินจิ่นเหยาวัยยี่สิบเอ็ดหนาวนั้นราวกับถูกฟ้าผ่ากลางอก ดวงตาคู่งามเบิกกว้างเล็กน้อย นางรู้สึกคล้ายเสียงทั้งหมดรอบตัวเลือนหายไป เหลือเพียงประโยคสุดท้ายที่ดังก้องอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า...ชายาเอกเฉิงรุ่ยเหิง...
นิ้วมือที่วางอยู่บนพื้นหินเย็นเยียบเริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัว
นางสูดหายใจเข้าลึก พยายามควบคุมสีหน้าไม่ให้เสียกิริยาต่อหน้าขันทีหลวง ก่อนจะยื่นมือทั้งสองออกไปรับราชโองการอย่างนอบน้อม"ขะ...ขอบพระทัยฝ่าบาท"
เสียงตอบรับแผ่วเบาราวกับกระซิบ หากแต่ยังคงชัดเจนพอให้ทุกคนได้ยิน เมื่อราชโองการมาอยู่ในมือ นางก้มศีรษะลงอีกครั้ง แต่ภายในใจกลับวุ่นวายจนแทบตั้งสติไม่ได้
นางรู้ดี...วันหนึ่งสตรีเช่นตนย่อมต้องออกเรือน แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นวันนี้
แทนที่การประกาศราชโองการจะจบลงเท่านั้นกลับมีราชโองการอีกม้วนหนึ่ง
“ยังมีราชโองการอีกหนึ่งฉบับ”คำกล่าวของขันทีทำให้ทั้งหมดชะงักอีกครั้ง
“รับสั่งจากองค์ฮ่องเต้... เจินหลิงเยว่ บุตรีคนรองแห่งจวนเจินกั๋วกง เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม งดงาม วาจาเรียบร้อย อ่อนหวาน บัดนี้เห็นสมควรพระราชทานสมรสเป็นชายาเอกเฉิงเซ่าหยวนผู้เป็นองค์ชายหก ให้ประกอบพิธีอภิเษกภายในสามเดือนนับจากวันนี้... จบราชโองการ”
จิ่นเหยากับหลิงเยว่ หันมาสบตากัน ต่างมองเห็นความตกตะลึงในดวงตาของอีกฝ่าย เมื่อถูกสะกิดจากผู้เป็นบิดา หลิงเยว่จึงยื่นมือทั้งสองออกไปรับราชโองการอย่างนอบน้อมอีกคน
แม้การที่บุตรสาวได้เป็นชายาเอกขององค์ชายรองและอีกคนได้เป็นชายาองค์ชายหก ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของตระกูล แต่เจินกั๋วกงก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้ที่บุตรสาวทั้งสองจะต้องออกเรือนไปพร้อมกัน
สุดท้ายเขารีบกล่าวขอบพระทัยขันทีหลวง พร้อมสั่งให้คนจัดของกำนัลตอบแทนตามธรรมเนียม ขันทีรับไว้ด้วยรอยยิ้ม ก่อนกล่าวอวยพรสองสามประโยคแล้วพาขบวนออกจากจวน
เมื่อเสียงรถม้าค่อย ๆ เลือนหาย ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง
เมื่อขันทีกลับไปแล้ว อิ่งหลัวยกมือทาบอกก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก พี่สาวทั้งสองของนางกำลังจะสมรสในเวลาเดียวกัน
ครั้งนี้นางรอด แล้วต่อไปนางจะรอดหรือไม่ เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ นางก็อดนึกถึงใบหน้าของหานอวิ๋นเฉิงไม่ได้ หากวันหนึ่งต้องออกเรือน...นางอยากแต่งกับบุรุษเช่นเขามากกว่าจะเป็นคนอื่น แต่จะเป็นไปได้หรือไม่นั้นคงขึ้นอยู่กับชะตากรรมแล้ว
เจินจิ่นเหยาผลักบานประตูเข้ามาอย่างหมดเรี่ยวแรง ทันทีที่ก้าวถึงโต๊ะหนังสือ นางก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะฟุบหน้าลงกับพื้นโต๊ะเสียงดัง ปึก มือเรียวกำม้วนราชโองการแน่นราวกับมันเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด เส้นผมที่เกล้าไว้อย่างเรียบร้อยคลายลงมาเล็กน้อยเพราะความอ่อนใจ
“อิ่งหลัว...แต่งแทนข้าที...” นางเอ่ยเสียงยานคาง แก้มแนบกับท่อนแขน ดวงตาคู่สวยเหม่อมองม้วนราชโองการอย่างคนสิ้นหวัง แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่นางก็อดบ่นระบายความอัดอั้นออกมาไม่ได้
เจินอิ่งหลัวที่กำลังจัดตำราอยู่ชะงักมือ ก่อนจะหันมามองพี่สาวคนโต นางเม้มริมฝีปาก สีหน้าที่เคยสดใสค่อย ๆ หม่นลง
“พวกท่านออกเรือนไปแล้วเช่นนี้ ข้าคงเงียบเหงา...” นางพูดเสียงเบา พลางเดินเข้ามานั่งข้างพี่สาว มือเล็กวางลงบนโต๊ะอย่างไร้เรี่ยวแรง “ไปทีละคนข้ายังพอทำใจได้ แต่นี่พวกท่านไปพร้อมกันเช่นนี้ ข้าจะอยู่อย่างไร”
หญิงสาวทำปากยื่น คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน ดวงตาแดงเรื่อเล็กน้อย นางเพิ่งมีอายุสิบเจ็ดหนาว สูญเสียมารดาไปตั้งแต่ยังเยาว์วัย บัดนี้พี่สาวทั้งสองก็กำลังจะออกเรือนไปพร้อมกัน ความรู้สึกว่างเปล่าในใจจึงยิ่งเด่นชัด
เจินหลิงเยว่ที่ยืนอยู่ข้างชั้นหนังสือคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินเข้ามาตบบ่าอิ่งหลัวเบา ๆ อย่างปลอบโยน
“อย่าได้เศร้าใจไปเลย มีพบก็ต้องมีพราก” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “วางใจเถิด ข้าจะมาเยี่ยมเจ้าบ่อย ๆ”
หลิงเยว่พลางก้มมองราชโองการในมือตนบ้าง สีหน้าปลงตกแต่ก็แฝงความกังวลอยู่ไม่น้อย นางได้ยินมาว่าองค์ชายหก ผู้ที่จะเข้าพิธีสมรสกับนางนั้น มีนิสัยร่าเริง ซุกซนประหนึ่งเด็กน้อย ทั้งยังมีอายุเท่ากับนางด้วย แต่เอาเถิด ในเมื่อสมรสนี้ไม่อาจขัดได้ ดังนั้นได้แต่งกับเขาก็คงเป็นชะตาของนางแล้ว
